วัดชัยมงคล เป็นวัดที่จัดตั้งเป็นศูนย์พุทธศาสตาวันอาทินจ์ โดยมีหลวงปู่ใหญ่พุทธชัยมงคลเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด เจ้าอาวาสคนปัจจุบันคือพระครูสุชัยมงคลกิจ
ประวัติหลวงปู่ใหญ่พุทธชัยมงคล
หลวงปู่ใหญ่พุทธชัยมงคล เป็นพระคู่แฝด เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดชัยมงคล บ้านหนองโพน –โนนสมบูรณ์ ต.นาจำปา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ หน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว เนื้อหินทรายแดง
ประวัติความเป็นมา ตามที่พ่อใหญ่จารย์ครูดี การมงคล ท่านได้เล่าและบันทึกเอาไว้ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ บ้านม่วง ต..ม่วงนา อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ชาวบ้านม่วงมีอาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่ และเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก มีวัดประจำหมู่บ้าน คือ วัดโพธิ์ชัย (ปัจจุบันคือวัดเทวาประสิทธิ์) มีหลวงพ่อจารย์ครูมา ภูมฺมโร เป็นเจ้าอาวาส ผู้คนเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ชาวบ้านตื่นเช้าก่อนจะออกไปทำไร่ไถนา สิ่งที่พากันทำอยู่ประจำคือการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์
ทางทิศตะวันออกหมู่บ้านมีลำห้วยเล็กๆ สองสายไหลมาบรรจบกัน ชาวบ้านเขาเรียกบริเวณแถวนั้นว่า “หัวคูดิน” ชาวบ้านก็ได้อาศัยลำห้วยเหล่านี้ทำมาหากิน ไม่ว่าจะจับหาปูหาปลา จับกบจับเขียดมาประกอบเป็นอาหาร
อยู่มาวันหนึ่ง เวลาบ่าย ฝนตกอย่างหนัก ชาวบ้านไม่มีใครกล้าออกไปหาปลา เพราะฟ้าฝนคะนองมาก จนบ่ายแก่ๆ จนหยุดตก น้ำในห้วยทั้งสองสายไหลมาบรรจบกันที่ตรงนั้น น้ำไหลแรงมากจนกระทั่งสักพักใหญ่น้ำที่ไหลแรงนั้นก็เริ่มไหลเบาลง เด็กชายพิมพ์ ทฤษฎี นำควายไปเลี้ยงบริเวณนั้น พอฝนหยุดตก พอฝนหยุดตกน้ำในห้วยก็ไหลเบาลง ดังนั้น เด็กชาย พิมพ์ จึงออกไปไล่จับปลา แต่วันนั้นบังเอิญว่าปลามีมากผิดปกติ เด็กชายพิมพ์จึงเพลิดเพลินอยู่กับการจับปลา จนเดินไปถึงตรงลำห้วยที่มาบรรจบกันนั้น ทีแรกก็ไม่ได้สังเกตอะไร น้ำยังไหลกัดเซาะตลิ่งจนพังลงมาเป็นช่วงๆ ทันใดนั้นสายตาของเด็กชายพิมพ์ได้เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่าง ในสายตามองเห็นเป็นหินแต่มีลักษณะแปลกๆ มีอยู่สองก้อน เด็กชายพิมพ์เกิดความสงสัย จึงเอื้อมมือไปจับดู ปรากฏว่าเป็นฐานพระพุทธรูป พระพุทธรูปนั้นจะอยู่ในลักษณะหงายฐานขึ้นข้างบน ส่วนเศียรจะจมอยู่ในดิน เด็กชายพิมพ์เกิดความกลัว ไม่กล้านำพระพุทธรูปขึ้นมาจึงวิ่งหน้าตาตื่นไปบอกพ่อใหญ่บุญมา เกสี พ่อใหญ่บุญมาทราบเช่นนั้น จึงไปดูก่อนว่าเด็กมันจะโกหกหรือไม่ พอไปเห็นเช่นนั้นพ่อใหญ่บุญมาขนลุกทั้งตัวเลย จึงได้จัดขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ไปสักการะและกราบอาราธนาขึ้นจากน้ำ เมื่อพ่อใหญ่บุญมานำพระพุทธรูปขึ้นมาจากน้ำแล้ว ก็คิดสองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็อยากจะเก็บเอาไว้บูชาเอง แต่อีกใจหนึ่งคิดว่าพระพุทธรูปนี้เป็นของสูง ถ้าบุญบารมีเราไม่ถึงจะทำให้เราเป็นบาปเป็นกรรม อาจถึงแก่ความหายนะก็ได้ จึงตัดสินใจนำพระพุทธรูปทั้งสององค์ไปถวาย หลวงพ่อจารย์ครูมา ภูมฺมโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (วัดเทวาประสิทธิ์) ตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อจารย์ครูมา ไม่รเคยปริปากบอกให้ใครทราบเลย ท่านรักษาไว้เป็นอย่างดี
ต่อมา พระภิกษุดี โอภาโส ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์คนสนิทของท่าน หลวงพ่อท่านได้ส่งพระภิกษุดีให้ไปโปรดญาติโยมที่บ้านหนองโพนเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในพรรษา นอกพรรษา เพราะบ้านหนองโพนยังไม่มีวัด จึงไม่มีพระสงฆ์เนื้อนาบุญที่ญาติโยมจะมาทำบุญได้ ถ้าจะทำบุญตักบาตรวันพระในพรรษา นอกพรรษา ต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดโพธิ์ชัย (วัดเทวาประสิทธิ์) ซึ่งลำบากมาก หลวงพ่อจึงส่งภิกษุดีไปประจำที่บ้านหนองโพน
ชาวบ้านหนองโพนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงบริจาคที่ดินให้สร้างวัด โดยการนำของพระภิกษุดี โอภาโส ส่วนชาวบ้านหนองโพนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อภิกษุดีตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานสร้างวัด ณ ที่บ้านหนองโพนเป็นที่แน่วแน่แล้ว จึงกลับไปกราบลาพระอาจารย์ ณ วัดโพธิ์ชัย และเล่าถึงความจำเป็นต่างๆ ให้ผู้เป็นอาจารย์ฟัง
พอหลวงพ่อจารย์ครูมา ผู้เป็นอาจารย์ได้ทราบความตั้งใจของพระภิกษุดี และชาวบ้านเช่นนั้นแล้ว ท่านได้ยกมือท่วมหัวอนุโมทนาด้วย และท่านได้เรียกพระภิกษุดีให้ตามเข้าไปในกุฎี หลวงพ่อท่านได้นุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเรียบร้อย ท่านได้จุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วบรรจงกราบพระพุทธอย่างนอบน้อม ท่านสวดอะไรไม่ทราบได้ ได้ยินแต่เสียงพึมพำๆ ในลำคอ พอเสร็จแล้วท่านจึงนั่งหันหน้ามาทางพระภิกษุดี “ไหน!ดี ขยับเข้ามาใกล้ๆ หน่อยซิ” ท่านเรียกพระภิกษุดีเข้าไปหาใกล้ๆ ภิกษุดีคลานเข่าเข้าไปใกล้ๆ แล้วก้มลงกราบพระอาจารย์ ๓ ครั้ง นั่งประนมมือเพื่อรอฟังว่า พระอาจารย์ท่านจะพูดหรือจะสั่งอะไร
นี่!ดี ท่านมีความตั้งใจที่จะสร้างวัดใหม่ เพื่อความสะดวกสบายของชาวบ้านการบำเพ็ญกุศล พ่อขออนุโมทนาด้วย พ่อไม่มีอะไรจะให้นอกจากสิ่งสำคัญสิ่งนี้ เพื่อให้ท่านได้ไปตั้งวัดใหม่ และวัดแห่งนี้ก็จะเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านก็จะอยู่เป็นสุข...
เมื่อท่านพูดจบ ท่านได้ลุกจากที่นั่ง หันหน้าไปทางโต๊ะหมู่บูชายกมือไหว้ทีหนึ่ง จึงยกพระพุทธรูปลงมาจากโต๊ะหมู่บูชา “คุณดี! พระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก” แล้วท่านก็ลุกไปยกมาอีกองค์ “เมื่อมาเป็นคู่ ก็ต้องไปเป็นคู่” หลวงพ่อท่านพูดเบาๆ พระภิกษุดี ได้ยินจึงเกิดความสงสัย แล้วถามผู้เป็นอาจารย์ว่า “ที่พ่อพูดเมื่อกี้นี้ หมายความว่าอย่างไร” หลวงพ่อจารย์ครูมามองหน้าลูกศิษย์อย่างเอ็นดู แล้วท่านจึงกล่าวประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปทั้งสององค์ให้ฟัง
พระภิกษุดี โอภาโส ได้ฟังประวัติความเป็นมาแล้ว เกิดปีติอย่างแรงกล้า น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว มือไม้สั่น ใจพองโต มันเหมือนจะเป็นลม “เอาหละ ! พ่อจะให้ลูกเพื่อไปตั้งวัดใหม่ และให้มีความเจริญรุ่งเรืองนะ” พระภิกษุดีก้มลงกราบพระอาจารย์อีก ๓ ครั้ง แล้วยื่นมือสองข้างไปรับพระพุทธรูปจากมือของพระอาจารย์ด้วยหัวใจที่พองโต น้ำตาไหลด้วยความปีติ
พระอาจารย์ท่านกำชับอยู่สองเรื่อง คือ
๑. อย่าได้นำเรื่องความเป็นมาของพระทั้งสององค์นี้ไปบอกใครกลัวเขามาทวงคืน
๒. เมื่อรับไปแล้ว ต้องหมั่นอุปัฏฐากให้ดี ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ สักการะอย่าได้ขาด จะทำอะไรให้แต่งขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ คารวะก่อนแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ตัวท่าน และชาวบ้าน
เมื่อพระภิกษุดีได้รับพระพุทธรูปทั้งสององค์ จากมือของพระอาจารย์ด้วยความปีติยินดีแล้ว จึงได้เดินทางกลับไปที่วัดชัยมงคลและได้นำพระทั้งสององค์ตั้งไว้ที่หิ้งพระหัวนอน เย็นวันนั้นพระภิกษุดีได้เตรียมขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ เข้าสักการะ พร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้าพระทั้งสององค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์จริง และจะค้ำคูณต่อวัดและชาวบ้าน ขอให้ท่านจงโปรดแสดงปาฏิหาริย์ให้ทราบด้วย” ปรากฏว่านอนคืนนั้นกำลังจะเคลิ้มหลับ ได้มีพระสงฆ์สองรูปห่มจีวรสีกลัก รูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาหา เมื่อพระภิกษุดีเห็นพระอาคันตุกะเข้ามาเช่นนั้นจึงลุกออกไปต้อนรับ แล้วถามท่านว่า ท่านชื่ออะไรมาจากไหน ท่านตอบว่ามาจากวัดโพธิ์ชัย และจะมาอยู่ที่วัดชัยมงคลแห่งนี้ พระภิกษุดีรู้ได้ทันทีว่า ต้องเป็นพระสององค์ที่นำมาจากวัดโพธิ์ชัยแน่นอน จึงก้มลงกราบแล้วนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำวัดชัยมงคล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.
เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน หรือจะทำการงานใดก็ตามที่เป็นส่วนรวม จึงนิยมนำขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ไปคารวะเสียก่อนเพื่อให้งานนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรค จึงนับว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดชัยมงคล เป็นที่พึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของคนในถิ่นนั้น
เมื่อวัดชัยมงคลได้ก่อสร้างอุโบสถ ขณะนี้กำลังก่อสร้างอยู่ เมื่อสร้างอุโบสถเสร็จแล้ว จะได้นำพระพุทธรูปองค์ศักดิ์สิทธิ์ คือหลวงปู่ใหญ่พุทธชัยมงคล ขึ้นประดิษฐาน เป็นพระประธานในอุโบสถ ก่อนที่จะนำขึ้นประดิษฐานในอุโบสถ ทางวัดจะได้ทำการบุทองคำแท้ทั้งองค์เสียก่อน ต้องใช้ทองคำหนักถึง ๔๕ บาท เท่ากับ ๔๕ พรรษา ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา